แผลกดทับ (Pressure Sore Wound หรือ Bed Sore Wound)
เป็นภาวะที่ผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังได้รับความเสียหายจากแรงกดทับเป็นเวลานาน หรือเกิดจากแรงกดร่วมกับแรงเสียดสีและแรงเฉือน ส่งผลให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงบริเวณนั้นได้อย่างเพียงพอ เนื้อเยื่อจึงขาดออกซิเจนและสารอาหาร จนเกิดการบาดเจ็บและตายของเซลล์ในที่สุด
แผลกดทับพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต ผู้ที่เคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ หรือผู้ที่ต้องนั่งรถเข็นเป็นเวลานาน หากไม่ได้รับการป้องกันและรักษาอย่างเหมาะสม อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น การติดเชื้อของเนื้อเยื่อ การติดเชื้อในกระแสเลือด หรือกระดูกอักเสบ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
การดูแลแผลกดทับจึงไม่ได้มีเพียงการทำแผลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการประเมินความเสี่ยง การลดแรงกด การดูแลโภชนาการ และการป้องกันการเกิดแผลใหม่ควบคู่กันไป
แผลกดทับเกิดขึ้นได้อย่างไร
เมื่อผิวหนังถูกกดทับกับพื้นเตียง รถเข็น หรือพื้นผิวแข็งเป็นเวลานาน โดยเฉพาะบริเวณที่มีกระดูกนูน แรงกดจะทำให้หลอดเลือดฝอยถูกบีบตัวจนเลือดไหลเวียนลดลง
หากแรงกดเกิดขึ้นต่อเนื่องนานหลายชั่วโมง เซลล์จะเริ่มขาดออกซิเจน ขาดสารอาหาร และสะสมของเสีย ส่งผลให้เนื้อเยื่อเกิดการอักเสบ ก่อนพัฒนาเป็นแผลลึกในที่สุด
นอกจากแรงกดแล้ว ยังมีปัจจัยร่วมอื่นที่ทำให้เกิดแผลกดทับได้ง่ายขึ้น ได้แก่ แรงเสียดสี (Friction), แรงเฉือน (Shear Force) จากการดึงรั้งตัวผู้ป่วย, ความอับชื้นสะสมจากเหงื่อ ปัสสาวะ หรืออุจจาระ, ภาวะซีดและโรคหลอดเลือด, โรคเบาหวาน, การสูบบุหรี่, ภาวะขาดสารอาหาร และภาวะผิวแห้งเปราะบางในผู้สูงอายุ
ใครบ้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงที่ต้องเฝ้าระวัง
กลุ่มที่ควรได้รับการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ป่วยติดเตียง, ผู้สูงอายุที่เคลื่อนไหวลำบาก, ผู้ป่วยอัมพฤกษ์หรืออัมพาต, ผู้ที่นั่งรถเข็นเป็นเวลานาน, ผู้ป่วยหลังผ่าตัดใหญ่, ผู้ที่มีภาวะอั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้, และผู้ที่มีน้ำหนักตัวน้อยหรือผอมมากจนไม่มีชั้นไขมันช่วยกระจายแรงกด
ระยะของแผลกดทับ
การประเมินระยะของแผลอย่างถูกต้องช่วยให้เลือกแนวทางรักษาได้เหมาะสมและวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้องเพื่อลดภาวะแทรกซ้อน
ระยะที่ 1 ผิวหนังแดงแต่ยังไม่เปิด เป็นระยะเริ่มต้นที่ผิวหนังยังไม่ฉีกขาด
ผิวหนังมีรอยแดงเข้มต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อใช้นิ้วกดลงไปแล้วรอยแดงนั้นไม่จางหายไป ในผิวหนังบริเวณนั้นอาจรู้สึกอุ่น แข็ง นุ่ม หรือบวมกว่าบริเวณรอบข้าง และผู้ป่วยอาจรู้สึกเจ็บปวดเมื่อสัมผัส หากดูแลอย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะนี้ แผลมักฟื้นตัวกลับมาปกติได้โดยไม่พัฒนาเป็นแผลเปิด
ระยะที่ 2 สูญเสียผิวหนังบางส่วน ผิวหนังชั้นนอกเริ่มหลุดลอก
แผลเปิดตื้น มีสีชมพูหรือแดง หรืออาจพบในลักษณะของตุ่มน้ำพองใส ทั้งที่ยังเต่งอยู่หรือแตกออกแล้ว แต่ยังไม่ลึกลงไปถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนัง จำเป็นต้องทำความสะอาดและปกป้องแผลอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันการติดเชื้อโรค
ระยะที่ 3 แผลลึกถึงชั้นไขมัน ผิวหนังสูญเสียทุกชั้นจนเห็นไขมันใต้ผิวหนัง
ผิวหนังสูญเสียทุกชั้นจนมองเห็นชั้นไขมันใต้ผิวหนังได้ชัดเจน แผลมีลักษณะเป็นแอ่งลึก อาจพบเนื้อตายสีเหลือง และอาจพบโพรงใต้ผิวหนังตามขอบแผล เริ่มมีกลิ่นหรือมีของเหลวไหลซึม แต่ยังไม่ลึกจนเห็นกระดูกหรือกล้ามเนื้อ แผลในระยะนี้มีความรุนแรงมากขึ้น ต้องระวังเรื่องการติดเชื้อ และการลุกลามเป็นพิเศษ
ระยะที่ 4 แผลลึกถึงกล้ามเนื้อหรือกระดูก เป็นระยะที่รุนแรงที่สุด
แผลเปิดกว้างจนมองเห็นโครงสร้างภายใน เช่น มัดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น หรือพื้นผิวของกระดูกอย่างชัดเจน มักพบเนื้อตายสีเหลืองปนสีดำเกาะแน่น และมีโพรงขนาดใหญ่ใต้ผิวหนัง มีความเสี่ยงสูงมากต่อการเกิดกระดูกอักเสบติดเชื้อ (Osteomyelitis) และการติดเชื้อในกระแสเลือด ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
จุดเสี่ยงที่มักเกิดแผลกดทับ
ตำแหน่งที่มักเกิดแผลกดทับมักเป็นบริเวณปุ่มกระดูกนูนที่ต้องรองรับน้ำหนักและสัมผัสกับพื้นผิวโยตรง และขึ้นอยู่กับท่าทางที่ผู้ป่วยอยู่เป็นเวลานาน
ท่านอนหงาย จุดที่พบแผลบ่อย ได้แก่ ท้ายทอย, สะบักทั้งสองข้าง, ข้อศอก, ก้นกบ, สะโพกส่วนหลัง และส้นเท้า (ควรระวังเป็นพิเศษ)
ท่านอนตะแคง บริเวณที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ ใบหู, หัวไหล่, ข้อศอกด้านข้าง, สะโพกด้านข้าง, หัวเข่าด้านข้าง และตาตุ่ม
ท่านอนคว่ำ แม้พบน้อยแต่ยังเกิดแผลได้ที่บริเวณ หน้าผาก, คาง, หน้าอก, กระดูกเชิงกราน, หัวเข่า และหลังเท้า
ท่านั่งรถเข็น ควรระวังบริเวณ ก้น, กระดูกนั่ง (Ischial Tuberosity), ก้นกบ, หลังส่วนล่าง และส้นเท้า
วิธีป้องกันแผลกดทับอย่างมีประสิทธิภาพ
การพลิกตัวอย่างสม่ำเสมอ เป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการป้องกันแผลกดทับ โดยต้องพลิกตัวเปลี่ยนท่าทางทุกๆ 2 ชั่วโมงสำหรับผู้ป่วยติดเตียง และหากผู้ป่วยนั่งรถเข็นควรเปลี่ยนท่านั่งทุก ๆ 15–30 นาที หากผู็ป่วยสามารถทำได้ หรือช่วยยกตัวเพื่อลดแรงกดสะสมอย่างน้อยทุกๆ 1 ชั่วโมง
การบริหารข้อต่อและกล้ามเนื้อ สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถขยับตัวเองได้ ผู้ดูแลสามารถช่วยบริหารข้อต่ออย่างนุ่มนวล เพื่อช่วยคงช่วงการเคลื่อนไหวของข้อ ลดข้อยึดติด กระตุ้นการไหลเวียนเลือด และรักษาสภาพกล้ามเนื้อ โดยทำซ้ำประมาณ 10–15 ครั้งต่อข้อ วันละ 1–2 รอบอย่างนุ่มนวลและไม่ฝืนหากผู้ป่วยเจ็บ
ช่วงแขนและมือ กาง-หุบนิ้วมือ, งอ-เหยียดข้อมือและข้อศอก, ยกแขนขึ้นเหนือศีรษะอย่างช้าๆ และหมุนข้อไหล่เบาๆ
ช่วงสะโพก ขา และข้อเท้า งอ-เหยียดสะโพกและเข่า, กาง-หุบขา, หมุนข้อสะโพกเบาๆ, กระดกปลายเท้าขึ้น-ลง, หมุนข้อเท้า และขยับนิ้วเท้า
การเลือกใช้อุปกรณ์รองรับน้ำหนัก ลดแรงกดทับ
การใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมสามารถช่วยกระจายแรงกดและลดโอกาสเกิดแผลได้
หมอนจัดท่า ใช้รองสอดใต้หลัง สะโพก เข่า หรือน่อง เพื่อกระจายน้ำหนักบริเวณปุ่มกระดูก และช่วยยกลอยส้นเท้าให้พ้นพื้นเตียง หลีกเลี่ยงการรองหมอนใต้เข่าเพียงอย่างเดียวเพราะจะไปเพิ่มแรงกดที่ส้นเท้าแทน
ที่นอนลดแรงกดทับ แนะนำให้ใช้ที่นอนลมสลับแรงดัน หรือที่นอนโฟมความหนาแน่นสูง เพื่อช่วยกระจายแรงกดทับ อุปกรณ์เหล่านี้ช่วยกระจายแรงกด แต่ยังจำเป็นต้องพลิกตัวผู้ป่วยเป็นประจำ ไม่ควรใช้แทนการเปลี่ยนท่า
เบาะรองนั่งรถเข็น ควรเลือกวัสดุประเภทเมมโมรีโฟม, เจล หรือลม เพื่อกระจายแรงกดบริเวณปุ่มกระดูกนั่งและก้นกบขณะนั่ง
วิธีทำแผลกดทับอย่างถูกต้อง
การเตรียมสุขอนามัย ควรล้างมือก่อนและหลังทำแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือใช้แอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดมือก่อนสัมผัสแผลทุกครั้ง และสวมถุงมือสะอาดหากจำเป็น
การทำความสะอาดแผล แผลกดทับส่วนใหญ่ควรล้างด้วย น้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline 0.9%) เพื่อชะล้างสิ่งสกปรกและลดการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อ
สำหรับแผลตื้น สามารถใช้น้ำเกลือราดหรือชะล้างเบา ๆ ได้ ส่วนแผลที่ลึกหรือมีโพรง ควรให้บุคลากรทางการแพทย์ประเมินและเลือกวิธีการสวนล้างโพรงแผลอย่างปลอดภัยและเหมาะสม
หลีกเลี่ยงการใช้สารที่ทำลายเนื้อเยื่อ
ไม่ควรใช้ แอลกอฮอล์, ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์, โพวิโดน-ไอโอดีน (เบตาดีน) เป็นประจำบนแผลเปิด เนื่องจากอาจทำลายเซลล์ที่กำลังสร้างใหม่และทำให้แผลหายช้าลง เว้นแต่แพทย์จะมีข้อบ่งชี้เฉพาะ
เลือกวัสดุปิดแผลให้เหมาะสม
ปัจจุบันมีวัสดุปิดแผลหลายชนิด การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับระดับความลึกของแผล ปริมาณน้ำเหลือง และการประเมินของบุคลากรทางการแพทย์ เช่น Silicone Foam, Polyurethane Foam, Hydrocolloid, Alginate หรือ Hydrofiber เพื่อรักษาความชุ่มชื้นและกระตุ้นการสมานแผล
โภชนาการกับการหายของแผล
การฟื้นฟูด้วยอาหารการกิน ผู้ป่วยที่มีแผลกดทับต้องการสารอาหารมากกว่าปกติ เพื่อซ่อมแซมและสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ควรเน้นโปรตีนคุณภาพดี เช่น เนื้อปลา ไข่ นม ถั่ว, วิตามินซี เพื่อช่วยสร้างคอลลาเจน, วิตามินเอ ช่วยในการซ่อมแซมผิวหนัง, วิตามินอี ซึ่งมีบทบาทในการปกป้องเซลล์, ซิงค์หรือสังกะสี (Zinc) ในผู้ที่ขาดสารอาหารหรือมีข้อบ่งชี้ รวมถึงดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
ไม่ควรรับประทานอาหารเสริมหรือวิตามินในปริมาณสูงโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ
เมื่อใดควรรีบพบแพทย์
ควรรีบเข้ารับการรักษา หากพบอาการต่อไปนี้
แผลขยายกว้าและลึกขึ้นอย่างรวดเร็ว
แผลมีหนองหรือของเหลวสีเขียว เหลือง หรือมีกลิ่นเหม็น
ผิวหนังรอบแผลบวมแดง ร้อน หรือเจ็บมากขึ้น
มีไข้ หนาวสั่น หรือซึมลง
เห็นกระดูก เอ็น หรือกล้ามเนื้อ
มีเนื้อตายสีดำหรือสีเหลืองจำนวนมาก
แผลไม่ดีขึ้นภายใน 2–4 สัปดาห์ แม้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
แผลกดทับเป็นภาวะที่สามารถป้องกันได้ในหลายกรณี หากผู้ดูแลให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น พลิกตัวผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอ ใช้อุปกรณ์ช่วยลดแรงกด ดูแลผิวหนังให้สะอาดและแห้ง รวมถึงส่งเสริมโภชนาการที่เหมาะสม เมื่อเกิดแผลแล้ว การประเมินระยะของแผล การทำแผลด้วยวิธีที่ถูกต้อง และการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด จะช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพการสมานแผล และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว



